โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (เบาหวานชนิดที่ 2) เป็นหนึ่งในโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญที่พบบ่อยที่สุดในปัจจุบัน โรคมักดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ สังเกตอาการได้ยากในช่วงแรก แต่สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้หากไม่ได้รับการควบคุมอย่างทันท่วงทีค่ะ การทำความเข้าใจธรรมชาติของโรค กลไกการเกิด ภาวะแทรกซ้อน ตลอดจนวิธีป้องกัน จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลรักษาสุขภาพในระยะยาวค่ะ
1. โรคเบาหวานชนิดที่ 2 คืออะไร?
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ภาวะดื้อต่ออินซูลิน) หรือร่างกายผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอที่จะรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
อินซูลินคือฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากตับอ่อน มีหน้าที่ช่วยนำน้ำตาลกลูโคสในเลือดเข้าสู่เซลล์เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงาน เมื่ออินซูลินทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ น้ำตาลกลูโคสจะสะสมอยู่ในกระแสเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างเรื้อรังและนำไปสู่การเป็นเบาหวานชนิดที่ 2
แตกต่างจากเบาหวานชนิดที่ 1 (ซึ่งมักเริ่มเป็นตั้งแต่อายุน้อยและต้องพึ่งพาอินซูลิน) โดยเบาหวานชนิดที่ 2 มีลักษณะเฉพาะคือ:
- มักไม่แสดงอาการชัดเจน
- มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหาร
- สามารถควบคุมโรคได้ดีหากตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ และมีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่เหมาะสม
2. กลไกแรกเริ่มเมื่อเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2
บทบาทของอินซูลินในร่างกาย
อินซูลินช่วยลำเลียงกลูโคสจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์กล้ามเนื้อ ตับ และเนื้อเยื่อไขมัน เพื่อสร้างเป็นพลังงานหรือเก็บสะสมไว้ เมื่ออินซูลินทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระดับน้ำตาลในเลือดจะถูกรักษาไว้ในระดับที่คงที่

ระยะดื้อต่ออินซูลิน
ในช่วงแรกเริ่ม เซลล์ต่างๆ ในร่างกายจะเริ่มตอบสนองต่ออินซูลินลดลง ตับอ่อนจึงต้องทำงานหนักขึ้นโดยการผลิตอินซูลินออกมาเพิ่มเพื่อชดเชย แต่น้ำตาลกลูโคสก็ยังเข้าสู่เซลล์ได้ยาก ในระยะนี้ระดับน้ำตาลในเลือดอาจสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ผู้ป่วยมักยังไม่แสดงอาการชัดเจน
ระยะการทำงานของตับอ่อนเสื่อมถอย
เมื่อภาวะดื้อต่ออินซูลินดำเนินไปอย่างเรื้อรัง ตับอ่อนที่ต้องทำงานหนักเกินไปจะค่อยๆ อ่อนแอลง ความสามารถในการผลิตอินซูลินลดลง ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่คือจุดที่โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ปรากฏชัดเจนและจำเป็นต้องได้รับการแทรกแซงทางการแพทย์
3. ภาวะแทรกซ้อนอันตรายที่พบบ่อยของโรคเบาหวานชนิดที่ 2
เบาหวานชนิดที่ 2 ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือด แต่ยังสร้างความเสียหายร้ายแรงต่ออวัยวะหลายส่วนในร่างกายหากควบคุมได้ไม่ดี
ภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด
ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีความเสี่ยงสูงที่จะเจอปัญหาทางหัวใจ เช่น: ภาวะหลอดเลือดแข็งตัว, ความดันโลหิตสูง, กล้ามเนื้อหัวใจตาย, โรคหลอดเลือดสมอง (สโตรก)
นี่คือกลุ่มภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของผู้ป่วยเบาหวาน
ภาวะแทรกซ้อนทางไต
ระดับน้ำตาลที่สูงเรื้อรังจะทำลายหลอดเลือดฝอยภายในไต นำไปสู่: ประสิทธิภาพการกรองของไตลดลง มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ โรคไตวายเรื้อรัง
หากคุมโรคไม่ดี ผู้ป่วยอาจต้องเข้ารับการบำบัดทดแทนไต (ฟอกไต) ในระยะท้ายของโรค
ภาวะแทรกซ้อนทางตา
เบาหวานชนิดที่ 2 สามารถทำลายจอประสาทตา ทำให้ประสิทธิภาพการมองเห็นลดลง ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อ: ตาพร่ามัว เลือดออกในจอตา และตาบอดได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท
ระดับน้ำตาลที่สูงส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนปลาย ทำให้เกิดอาการ: ชาตามมือและเท้า, รู้สึกเหมือนเข็มทิ่ม, ปวดแสบปวดร้อน, สูญเสียความรู้สึกสัมผัส…
สิ่งเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดบาดแผลและการติดเชื้อโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว
ภาวะแทรกซ้อนแผลเบาหวานที่เท้า
ความเสียหายของเส้นประสาทเมื่อรวมกับการไหลเวียนโลหิตที่แย่ลง ทำให้บาดแผลที่เท้าหายยาก หากดูแลรักษาไม่ถูกวิธี ผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะเกิดแผลเปื่อยเรื้อรัง, การติดเชื้อรุนแรง และอาจนำไปสู่การตัดขาได้ในที่สุด
4. กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สูง
ผู้ที่มีน้ำหนักเกินและโรคอ้วน
ภาวะน้ำหนักเกิน โดยเฉพาะการอ้วนลงพุง จะเพิ่มภาวะดื้อต่ออินซูลิน และถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ของโรคเบาหวานชนิดที่ 2
ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย
วิถีชีวิตแบบนั่งๆ นอนๆ นั่งนาน และขยับตัวน้อย ทำให้ความสามารถของร่างกายในการเผาผลาญกลูโคสลดลง เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดผิดปกติ
ผู้ที่มีพฤติกรรมการกินที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
การทานน้ำตาล แป้งขัดขาว อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มที่มีรสหวานปริมาณมาก จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง
ปัจจัยทางพันธุกรรมและอายุ
ผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน หรือยิ่งอายุมากขึ้น ความเสี่ยงในการเป็นโรคก็จะยิ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพบว่าโรคนี้มีแนวโน้มเกิดขึ้นในคนที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต
ผู้ที่มีโรคประจำตัว
ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ไขมันพอกตับ หรือกลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เช่นกัน
5. ลดความเสี่ยงโรคเบาหวานชนิดที่ 2 – เราควรทำอย่างไรบ้าง?
สร้างพฤติกรรมการกินตามหลักโภชนาการ
- จำกัดน้ำตาลและแป้งที่ดูดซึมเร็ว
- เน้นทานผักใบเขียวและอาหารที่มีกากใยสูง
- เสริมโปรตีนจากปลา เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ และถั่วต่างๆ
- ลดของทอดและอาหารที่มีไขมันเลว
การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพจะช่วยรักษาระดับน้ำตาลให้คงที่และลดภาระการทำงานของตับอ่อน
รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม
การลดน้ำหนักเพียง 5–10% ในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดภาวะดื้อต่ออินซูลินได้อย่างมีนัยสำคัญ

เพิ่มการเคลื่อนไหวร่างกาย
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ร่างกายนำกลูโคสไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน เช่น: เดินเร็ว, ปั่นจักรยาน, ว่ายน้ำ…
ตรวจเช็กระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ
โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง การตรวจระดับน้ำตาลจะช่วยให้ตรวจพบภาวะก่อนเบาหวานได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และทำการรักษาได้ทันท่วงที
จัดการกับความเครียดและนอนหลับให้เพียงพอ
ความเครียดเรื้อรังและการพักผ่อนไม่เพียงพอสามารถกระตุ้นฮอร์โมนที่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้ การนอนหลับให้ครบ 7–8 ชั่วโมงต่อวันจะช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูและระบบเผาผลาญทำงานได้อย่างสมดุล
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเรื้อรัง แต่สามารถป้องกันและควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพหากตรวจพบเร็ว และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เหมาะสม การเข้าใจสาเหตุที่แท้จริง รู้ทันความเสี่ยง และดูแลสุขภาพเชิงรุก คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นค่ะ

