ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเบาหวานแพงไหม?

ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเบาหวานแพงไหม?

โรคเบาหวาน เป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อยที่สุดในประเทศไทยปัจจุบัน นี่คือโรคที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาและติดตามผลไปตลอดชีวิต ดังนั้น ค่ารักษาพยาบาลจึงกลายเป็นภาระหนักสำหรับผู้ป่วยและครอบครัวเสมอ

ผู้ป่วยหลายคนเปิดเผยว่า นอกจากค่ายาแล้ว พวกเขายังต้องจ่ายค่าตรวจเลือดตามนัด ค่ารักษาพยาบาลเมื่อต้องนอนโรงพยาบาลจากภาวะแทรกซ้อน และค่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ การทำความเข้าใจปัจจัยที่มีผลต่อค่ารักษาพยาบาลจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในขณะเดียวกันก็สามารถรักษาสุขภาพให้คงที่ในระยะยาวด้วยครับ

1. ปัจจัยที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเบาหวาน

ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเบาหวานขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่ราคาของยาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับระดับความรุนแรงของโรคและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้ป่วยอีกด้วย

  • ประเภทของโรคเบาหวาน: ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1) มักจะต้องฉีดอินซูลินตลอดชีวิต ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2) ซึ่งส่วนใหญ่สามารถควบคุมได้ด้วยยาชนิดรับประทาน ควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย ส่วนเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาในระยะสั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการตั้งครรภ์
  • วิธีการรักษา: ผู้ป่วยบางรายอาจใช้เพียงยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ในขณะที่บางรายจำเป็นต้องใช้อินซูลินหรือสมุนไพรเสริมร่วมด้วย ซึ่งแต่ละทางเลือกล้วนส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายรายเดือน
  • ความถี่ในการตรวจและติดตามผล: ผู้ป่วยจำเป็นต้องตรวจวัดค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) ระดับน้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด การทำงานของไต ตับ และดวงตาเป็นประจำทุกๆ 3–6 เดือน ยิ่งความถี่ในการตรวจมีมากขึ้น ค่าใช้จ่ายก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
  • ระดับความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนของโรค: เมื่อโรคดำเนินไปถึงขั้นรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น (เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต โรคตา) ค่าใช้จ่ายในการรักษาอาจเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เนื่องจากต้องใช้ยาและการตรวจวินิจฉัยเชิงลึกเพิ่มเติม
  • การควบคุมอาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิต: การใช้ชีวิตที่ขาดการควบคุม การรับประทานอาหารตามใจปาก จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดผันผวน ส่งผลให้ต้องเพิ่มปริมาณยาและทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงขึ้น ในทางกลับกัน การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและถูกหลักโภชนาการจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้ครับ

2. ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเบาหวานในปัจจุบัน (โดยประมาณ)

ตามรายงานของสหพันธ์โรคเบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation – IDF) ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใหญ่ (อายุ 20–79 ปี) ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานมากกว่า 6.3 ล้านคน ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้คาดว่าสูงถึง 136.47 พันล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 4.11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ป่วยหนึ่งคนมีค่าใช้จ่ายประมาณ 20,574 บาทต่อปี (ประมาณ 650 ดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับการตรวจรักษา ค่ายา และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

การจำแนกประเภทค่าใช้จ่ายในการรักษา

  • ค่าตรวจและรักษากับแพทย์แบบผู้ป่วยนอก: อยู่ที่ประมาณ 22,000–23,000 บาทต่อปี โดย 78% ของค่าใช้จ่ายนี้เป็นค่ายารักษาโรค
  • ค่ารักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากภาวะแทรกซ้อน: เฉลี่ยครั้งละ 30,000 บาท (ประมาณ 830 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งมักพบในผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอย่างรุนแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อนที่ไตและหัวใจ
  • ค่ายา: ผู้ป่วยที่ต้องใช้อินซูลินจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า โดยอยู่ระหว่าง 1,500–3,000 บาทต่อเดือน
  • ค่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและโภชนาการ: อยู่ที่ประมาณ 500–1,500 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และปริมาณการใช้

3. โภชนาการสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่า ผู้ป่วยเบาหวานสามารถลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้มากกว่า 30 – 40% หากควบคุมการรับประทานอาหารได้อย่างเหมาะสม ดังนั้น โภชนาการจึงไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยเสริม แต่เป็น “กุญแจสำคัญ” ที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.1. บทบาทของโภชนาการต่อผู้ป่วยเบาหวาน

การมีโภชนาการที่เหมาะสมจะช่วย:

  • รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ และชะลอการลุกลามของโรค
  • ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด ไต และดวงตา
  • รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

เมื่อผู้ป่วยสามารถควบคุมโภชนาการได้ดี ค่าใช้จ่ายด้านยาและการตรวจต่างๆ ก็จะลดลงตามไปด้วย พร้อมกับช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

3.2. หลักการรับประทานอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่: โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน และใยอาหาร
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาล (GI) ต่ำเป็นหลัก เช่น ข้าวโอ๊ต, ข้าวกล้อง, ถั่วเหลือง และผักใบเขียว
  • จำกัดการบริโภคน้ำตาลขัดขาว, น้ำอัดลม, ของทอด และอาหารจานด่วน
  • แบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อย่อยๆ 4 – 6 ครั้งต่อวัน เพื่อหลีกเลี่ยงการแกว่งตัวของระดับน้ำตาลในเลือด
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ และออกกำลังกายเบาๆ หลังรับประทานอาหาร

3.3. Glusure – นมเสริมโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

Glusure คือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านแนะนำสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ด้วยส่วนประกอบที่อุดมไปด้วยใยอาหารชนิดละลายน้ำ, ไอโซมอลทูโลส, วิตามิน แร่ธาตุ และโปรตีนจากพืช ซึ่งช่วยให้สารอาหารและพลังงานอย่างคงที่โดยไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังช่วยสนับสนุนการเผาผลาญพลังงานและลดความรู้สึกหิว ซึ่งมีส่วนช่วยชะลอการลุกลามของโรคและลดค่าใช้จ่ายในการรักษาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

4. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษา

การปรับเปลี่ยนและรักษาวินัยในชีวิตประจำวันจะช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพที่ดีขึ้น และในขณะเดียวกันก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังคงประสิทธิภาพในการรักษาไว้ได้:

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน จะช่วยเพิ่มความไวของอินซูลิน ทำให้ยาที่ใช้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างเคร่งครัด: ห้ามหยุดยาหรือปรับขนาดยาด้วยตนเอง
  • ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองที่บ้าน: ช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายในการรักษาฉุกเฉิน
  • ดูแลโภชนาการที่เหมาะสมควบคู่กับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากธรรมชาติ เช่น Glusure: เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพแข็งแรง ได้รับสารอาหารครบถ้วนอย่างปลอดภัย โดยไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาในระยะยาว
  • ซื้อยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ: และใช้สิทธิ์ประกันสุขภาพเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคเบาหวานไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่ายาหรือค่าตรวจเลือดเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและโภชนาการอีกด้วย ผู้ป่วยที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี ปฏิบัติตามแผนการกิน การออกกำลังกาย และติดตามผลตามนัดอย่างสม่ำเสมอ สามารถลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้ถึง 30-40% ต่อปี และในขณะเดียวกันก็ช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน ที่อาจทำให้ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ด้วยครับ